วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


กิจกรรมประจำหน่วยที่ 2 เรื่อง หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
 กระบวนการเทคโนโลยี (Technological Process) คือ  ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทรัพยากรให้เป็นผลผลิตหรือผลลัพธ์ ระบบเทคโนโลยีประกอบด้วยกระบวนทางเทคโนโลยีทั้งหมด ขั้นตอน ได้แก่1.กำหนดปัญหาหรือความต้องการ (Identification the problem,need or preference) 2.รวบรวมข้อมูลเพื่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Information) 3.เลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Selection of the best possible solution)4.ออกแบบและปฏิบัติ 5.ทดสอบ (Testing to see if it works) 6.การปรับปรุง (Modification and improvement)7.ประเมินผล (Assessment)  จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง
-ข้อมูล -สารสนเทศ -ความรู้
1)ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สถานที่ สิ่งของต่าง ๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมเอาไว้
2)สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น หาค่าเฉลี่ย หรือใช้ เทคนิคขั้นสูง 
3)ความรู้ คือ ความเข้าใจในเรื่องบางเรื่อง หรือสิ่งบางสิ่ง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงความสามารถในการนำสิ่งนั้นไปใช้เพื่อเป้าหมายบางประการ 
.จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของนักเรียนเองว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจได้อย่างไร
 เวลาเราเลือกซื้อของ เราต้องใช้ความรู้ในการพิจารณาของว่า มีความจำเป็นไหม ราคาเหมาสมรึป่าว ปริมาตรเเละคุณภาพเป็นอย่างไร 
การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร
การดูแลรักษาข้อมูล อาจประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
      (1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้      (2) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล      (3) การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา      (4) การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว      ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ     ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบสารสนเทศขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น   
การเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
  วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการเผยแพร่และต้องคำนึงถึง กลุ่มคนที่เราต้องการให้รับรู้ในการเผยเเพร่
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไรตอบ    ปัญหา คือ นอนไม่หลับ            วิธีที่ 1  นอนเเต่หัวค่ำ ข้อดีนอนไปเรื่อยเดียวก็กลับเอง  ข้อเสียทำได้ยากเพราะต้องทำการบ้าน            วิธีที่ 2  หากิจกรรมทำก่อนนอน ข้อดี ง่วงทำให้หลับสบาย ข้อเสีย ต้องทำการบ้าน            วิธีที่ 3 เปิดวิทยุ  ข้อดีหลับง่าย  ข้อเสียไม่มีใครปิดวิทยุให้ เปลืองไฟ
ปัญหาง่ายๆในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด
จำเป็น เพราะ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทำให้เรารู้ถึงปมปัญหา
 การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ    ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาประเด็นสำคัญของปัญหา            ขั้นตอนที่ 2 หาแนวทางการแก้ปัญหา            ขั้นตอนที่ 3 กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา            ขั้นตอนที่ 4 พิจารณารายระเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่            ขั้นตอนที่ 5 พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอ
ประโยชน์ คือทำให้การเเก้ปัญหาง่ายขึ้น
จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ    การทำงานที่พิมพ์ทีละมาก ให้Saveบ่อยจะได้กันเวลาไฟตกหรือไฟดับ

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ลั๊ลลา

                             เข้าค่ายลูกเสือ ม.2

24 มกราคม 2556

เวลาเช้าๆ 7โมงกว่าๆรอเพื่อนมารับที่บ้านให้เเม่เพื่อนไปส่งที่โรงเรียนบ้านห้วยนึ่ง พอไปถึงโรงเรียนบ้านห้วยนึ่ง ก็เข้าเเถวเคารพธงชาติ หลักจากนั้นก็ปล่อยเดินทางไกล กี่กิโลก็ไม่รู้ ระหว่างการเดินทางไกล เนื่องจากหมู่ผมลืมเครื่องปรุงเลยได้เเอบเเวะซื้อของที่ร้านค้า หลังจากนั้นก็มุ่งตรงสู่ค่ายพระเจ้าตาก ตชด 34 พอถึงหน้าตชด ก็เจอกับ ครูองอาจ ให้คานรอดรัวเข้าไปในค่ายเเล้วนั้งรอเพื่อนห้องอื่น หลักจากมากันครบก็ได้ทำการไหว้พระเจ้าตาก หลักจากนั้นก็เปิดกองลูกเสือที่ร้อย3 หลังจากจบพิธีเปิดกองก็ให้ลอดซุ้มเสือที่ทำจากยางรถยนต์ หลังจากคลานออกมาได้ก็โดนทาหน้าเป็นการพราง ด้วยสีดำ
ในวันนี้ได้กลางเต้นนอนเเละทำอาหารมื้อเเรก ซึ่งผลออกมาคือข้าวเกือบไหม้เเต่ก็พอกินได้ วันนี้กินข้าวกับหมูทอด ผัดผัก....???เเล้วอาบน้ำ  พอเวลากลางคืนก็มีการเขาฐาน ฐานเเรกคือการจำ 2การสัมผัส 3การได้ยิน 4ทดสอบจิตใจ << ชิวๆ 5555 5 ปิดตาเดิน 6 การชิม 7 การเล่า 8 ดม เเละ 9 ตีระฆัง จากนั้นก็นอน

25 มกราคม 2556

ตอนเช้าได้มีการออกกำลังกาย หนาวมากเเต่ก็ไม่มาก5555 พอกลับมาก็ไม่อาบน้ำ เพราะกินข้าวเเล้วเปลื่ยนชุด มีการฝึกอีกเช่นเคย 1 บันไดสูงต้องปืนขึ้น บรรไดที่ทำจากบางเเล้วกลับตัวลง 2 เจอครูองอาจ ขอบอก เมื่อย มาก ให้เดินก๊าบๆ ฝุ่นได้เข้าจมูกขี้มูกดำเลยทีเดียว 555 เเต่ก็สนุก ต่อมา ได้ไป โดดหอ สนุุกมาก เเล้วก็ คลานออกจากลวดหนาม อันนี้เหมือนจะสนุกเเต่ทรมาน ทรายเข้าหู หยามบาดขา เห้อ เจ็บจุงเบย 555 เเล้วก็ไปฐานทรงตัว เเล้วก็ไป ปืนกำเเพงสูง มี2อันปีนได้อันเดียว เเง่ว = = เเล้วก็ไป เชือกคู่อันนี้สนุกดี555 เเล้วก็เชือกเดียว มันเสียดสีกับผิวเเสบ เลยไม่เล่น ต่อมาก็ทำข้าวเย็นกินอะไรรู้ เเล้วก็อาบน้ำ พอตอนกลางคืนมีการเเสดงรอบกองไฟ ซึ่งกองของผมก็เเสดงเหมือนจะไม่งงเเต่กะงง เพราะ ตัดเนื้อหา แบบไม่ได้นัดเบย 555

26 มกราคม 2556

วันนี้ไม่คิดไรมากจะได้กลับบ้านเเล้วพอตอนเช้ามืดก็ออกกำลังกาย เเต่วันนี้มันเจ็บเเค้น หนาวมาก เเล้วให้ถอดเสื้อ มันหนาวมากกกกก 555 มื้อนี้กินมาม่า สูตร มั่วๆ เเล้วก็ไม่ได้อาบน้ำอักเช่นเคยเย้ๆ ต่อมาก็ทำการกล่าวปิดโดยรองผอเเล้วก็รองเพลงเปนลงกลม เเล้วก็ปล่อยเเยก เเล้วก็โทรพ่อมารับกลับ เเล้วก็มานอนที่บ้านต่อ

---------------------จบ------------------------

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

สนใจสักกระบอกใหม่ครับ :D


 10 อันดับสุดยอดปืนซุ่มยิง Sniper





เริ่มต้นด้วย อันดับที่ 10



M24
 
 


ปืนซุ่มยิง M24 ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ขนาด 7.62 ม.ม.ยาว 1.092ม.ม.กล้องเล็งหนัก 794กรัม ขาทรายหนัก 318กรัม ซองกระสุน 5นัด ความเร็วกระสุน 853 เมตร/วินาที ระยะยิงหวังผล 800ม. ผลิตโดย บริษัท อาร์ม คัมพานี นิวยอร์คอเมริกา 


ตามมาด้วยอันดับที่ 9
SR25 
 


SR 25 ปืนยาว (Stoner ปืน 25 model) พัฒนาขึ้นโดย Reed Knight (เจ้าของ Knights ฝึกยิงอาวุธ Co) และ Eugene Stoner (ออกแบบ M16 และ Stoner 63 rifles ในสิ่งอื่น ๆ ) ในช่วงปี 1990 ในสาระสำคัญที่ SR 25 คือ AR - 15 ปรับขนาดปืนยาวถึงยิง 7,62 x51 / Win .308 กระสุนมีถึง 60% ของส่วนของปืนยาวใหม่ถูกถอดเปลี่ยนกับ AR - มาตรฐาน 15 องค์ประกอบ นี้ขายดีในหมู่นักกีฬาปืนยาวพลเรือนผู้ที่ต้องการปืนยาวกึ่งอัตโนมัติที่ถูกต้องใน 7,62 / 0.308 ความสามารถเพื่อการล่าสัตว์หรือยิงเป้า ปืนยาวนี้ยังพบความโปรดปรานของสหรัฐอเมริกาทหาร 


มาถึงอันดับที่ 8 ขาใหญ่จากเกาะอังกฤษ
L42 EnField(Britain)  



Lee Enfield เป็นสไนเปอร์ที่วัดกันที่นัดเดียวเท่านั้น ซึ่งมีไว้สำหรับคนที่ใช้สไนเปอร์ที่ชำนาญแล้วเท่านั้น เพราะกระสุนที่น้อย และเสียงที่ดังมากในขณะยิง ทำให้อีกฝ่ายนอกจากจะจับทิศทางเราได้ และเราจะแก้ทางค่อนข้างลำบากเพราะต้องเปลี่ยนกระสุนเพื่อทำให้นัดที่สองยิงได้แม่นยำเหมือนเดิม ทำให้เสียเวลามาก จึงควรตัดสินทุกอย่างในนัดเดียว

ขนาด (s) : 7.62mm NATO (.308 Win) 
การทำงาน : คู่มือ bolt หมุน 
Barrel : 700 mm 
น้ำหนัก : 4.42 กก. 
ความยาว : 1180 mm 


อันดับที่ 7 พี่ใหญ่ของไอ่กันเค้าแหละ
M21(America) 



ปืนรุ่นนี้ประจำการกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามช่วงแรกๆแต่เนื่องจากมีน้ำหนักมากและกระสุนมีขนาดใหญ่พกพาไปได้ไม่มากและมีความรุ่นแรงของขนาดกระสุนสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็น M- 16 และทางกองทัพสหรัฐก็เก็บคืนไปและสั่งปรับปรุงระบบชุดลั่นไกและตัวโครงปืนให้มีน้ำหนักเบาลงและเพิ่มความแม่นยำของระบบศูนย์และติดกล้องเล็งแล้วนำกลับไปประจำการเป็นอาวุธซุ้มยิงในหลายหน่วยของกองทัพสหรัฐ โดยเฉพาะหน่วยซีลนิยมใช้กันมาก 

กว้าง 7.62X51 mm.Nato 
ซองกระสุน 10นัด 
ความเร็ว 853เมตร/วินาที 


อันดับที่ 6 ปืนที่แม่นยำสูงที่สุด ประสิทธิภาพดีที่สุด
PSG-1 (Germany) 


 
PSG – 1(Prazisions Sharfschutzen Gewehr – 1) ปืนสไนเปอร์ไรเฟิล (Sniper Rifle) กึ่งอัตโนมัติของบริษัท H&K แห่งเยอรมัน ชื่อของมันหมายถึง ปืนที่เเม่นยำ ผลิตโดยใช้โครงสร้างของ G3 โมเดล เป็นปืนที่มีความเเม่นยำสูงที่สุด เเละยังได้รับการประเมินว่าเป็นปืนที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ในภารกิจการต่อต้านการก่อการร้ายของ Sniper Rifle ที่มีอยู่ในปัจจุบัน (เมื่อยิงในระยะ 100 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของเป้าหมายจะเท่ากับ 6.99 มม เมื่อยิงในระยะ 300 เมตรจะเท่ากับ 80 มม) เเต่ไม่มีเหตุผลที่จะใช้งานสำหรับภารกิจทางทหารทั่วๆไป เนื่องจาก ไม่สามารถโดนฝุ่นดินหรือโคลนได้ มีน้ำหนักมากเกินกว่า 8 กก. และราคาที่เเพงสมคุณภาพ คือ กระบอกละ 12,000 US $ 
ปืนไรเฟิลซุ่มยิง H&K PSG-1 ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Roller-delayed blowback เหมือนปืนไรเฟิลอื่นๆของค่าย H&K แต่ยิงอัตโนมัติไม่ได้ ยิงได้แต่แบบกึ่งอัตโนมัติ ใช้กระสุนขนาด .308 Winhester หรือ 7.62×51 mm. NATO ความจุ 5 นัดและ 20 นัด 


อันดับที่ 5 สุดของสุดยอดที่ติดอันดับ 1 ใน 5 
Dragunov SVD (Soviet Union)   


 
"Dragunov เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดัดเเปลงหลายๆอย่างมาจากปืนไรเฟิล AK ของรัสเซีย เเละทำให้กลายเป็น สไนเปอร์ ไรเฟิล ด้วยการดัดเเปลง ลำกล้องให้ยาวขึ้น เปลี่ยนพานท้ายปืนเเละเพิ่ม Feeder เข้าไป ปัจจุบันดรากูนอฟ (SVD) ถูกใช้อย่างเเพร่หลายในยุโรปตะวันออกเเละรัสเซีย มันสามารถเล็งเป้าหมายที่เคลื่อนรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เเละเเม่นยำ ด้วยเทเลโฟโต้เลนส์รุ่น PSO-1M2 สามารถปรับความเร็วการยิงได้โดยใช้การทำงานของเเก๊ซ ทำให้ความปลอดภัยในการยิงเเละการควบคุมปืนมีสูงขึ้น" 
Dragunov SVD จัดเป็นปืนประเภท Desingnate Marksman Rifle ( ปืนของพลชี้เป้า ) ครับ ไม่ได้เป็น Sniper Rifle เต็มตัว อันเนื่องมาจากความแม่นยำที่ไม่มาก ( 2.0-2.5 MOA แม่นกว่า Assault Rifle นิดเดียว ) การออกแบบปืนนี้และการใช้งาน จะไม่เน้นที่การเอามายิงลอบสังหารครับ ( เพราะมันไม่แม่นพอ ) แต่จะใช้ยิงและเล็งทำนองเชิงสนับสนุนมากกว่า เช่นการบอกตำแหน่งและการชี้ระยะเพื่อให้มีการยิงปืนใหญ่และรถถังสนับสนุน หรือเพื่อให้สไนเปอร์อีกคนยิง แต่ในบางสถานการณ์ SVD ก็สามารถใช้เป็นปืนซุ่มยิงระยะกลางได้ และหากไม่โดนก็สามารถที่จะยิงซ้ำได้ด้วยระบบ Semi Auto ของปืน โดยสรุปแล้ว ถึงจะไม่แม่นเท่าสไนเปอร์ไรเฟิลรุ่นมาตรฐาน แต่สามารถบอกระยะได้แม่นยำด้วยขีดบอกระยะเฉพาะในลำกล้อง


อันดับที่ 4  จอมถล่มกระจุยกระจาย
AS50(Britain)   


 
ขนาด : / / .50 12.7x99mm BMG 
การทำงาน : ก๊าซดำเนิน, กึ่งอัตโนมัติ 
Barrel : 692 mm 
น้ำหนัก : 14.1 กก. ว่าง 
ความยาว : 1369 mm 


อันดับที่ 3  จอมถล่มกระจุยกระจาย
Barrett .50 Cal(America)   



ปืนซุ่มยิงระยะไกลที่มีอำนาจการยิงสูง ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Barrett Firearms USA เป็นปืนซุ่มยิงที่ประจำอยู่หลายหน่วยทั่วโลก เป็นปืนซุ่มยิง กึ่งอัตโนมัติ ที่มีรังเพลิงไว้ใช้กับลูกขนาด.50 ที่มีอำนาจการทำลายสูง ด้วยประสิทธิภาพการยิงที่แม่นยำที่ระยะ 1.5 กม. รวมทั้งสถิติการยิงที่ระยะ 2.5 กม. รวมทั้งกระสุนที่มีพลังงานสูงที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฎิบัติการ ต่อเป้าหมายที่สำคัญเช่น หอควบคุมเรดาห์ รถบรรทุก หรืออากาศยาน 


ขนาด . : .50 BMG (12.7 x 99mm) 
การทำงาน : หดตัวสั้นกึ่งอัตโนมัติ 
ความยาว : 1448 mm 
ความยาว Barrel : 737 mm 
อุปกรณ์ Feed : รอบ 10 Magazine Box ถอดออก 
สถาน : 10X ไกล 
น้ำหนัก : 12.9 กก. ว่าง 
ความเร็วปืน : 854 m / s (M33 Ball) 
ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด Range : 1800 เมตร 


อันดับที่ 2  ของสุดยอดสไนเปอร์ของพลซุ่มยิง
Chaytac .408(America)   



ปืนไรเฟิลซุ่มยิง CheyTac Intervention ใช้กระสุนขนาด .408 CheyTac ระบบปฏิบัติการแบบ Bolt-action ความจุ 5-7 นัด ระยะหวังผล 1,800-2,000 เมตร 

ขนาด : 0.408 CheyTac 
การทำงาน : ดำเนินการด้วยตนเองกระทำ bolt หมุน 
Barrel : 762 mm (30") 
น้ำหนัก : 12.3 กก. 
ความยาว : 1400 mm (stock retracted), 1220 mm (stock ยุบ) 

ขึ้นแท่นอันดับที่ 1  สุดยอดสไนเปอร์
L115A3 AWM (Britain) 



ประเทศต้นกำเนิด สหราชอาณาจักรถูกใช้ใน สงคราม อัฟกานิสถานสงครามอิรัก
 
ขนาด : 8.59mm 
น้ำหนัก : 6.8kg 
ความยาว : 1300mm 
ความเร็วปืน : 936m/s 
ช่วงที่มีประสิทธิภาพ : 1100m+ 

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ค่าเงิน เเพงไปไหน


10 อันดับเมือง
ที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก



ช่วงนี้ไม่ได้ออกไปไหนเนื่องจากหลายสาเหตุ เลยอาศัยแหล่งความรู้ที่น่าสนใจจากโลกไซเบอร์นี่แหละ อ่านเจออะไรที่น่าสนใจ ก็เอามาอัพบล๊อกคุยกับเพื่อนพ้องน้องพี่กัน วันนี้ก็เช่นกัน ผมเอาเรื่องเมืองที่มีค่าใช้จ่ายในการอยู่กินสูงสุดมาอัพให้ทราบกัน เผื่อว่าใครยังหาที่ใช้เงินไม่ได้ ก็ลองไปใช้ตามเมืองเหล่านี้ดูนะครับ

เอามาทั้งภาษาประกิตเลยล่ะ เพื่อให้อ่านกัน หรือจะไปตามลิ้งค์ที่ให้ไว้ก็ไม่ผิดกฏ ส่วนด้านล่างของภาษาประกิต ผมสรุปไว้ให้เข้าใจพอคร่าวๆ วิธีสรุปหรือแปลอาจจะไม่ดีนัก แต่อ่านเอาประเด็นละกันครับ.....




อ่านตรงนี้นิดหนึง

Ever wondered what are the most expensive places in the world to live? Everyone knows that it costs more to live in some places than others, but just what is the most expensive city in the world to live in. This is a list of the 10 cities in the world where it is most expensive to live in early 2009 as defined by the Economist, although this will most likely change in line with regional economic changes and currency fluctuations.

10 อันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดซึ่งระบุโดยนิตยสาร The Economist ในต้นปี 2009 (ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้นๆด้วย) ได้แก่....






10. Singapore





Singapore is both a city and country located in south east Asia. The city of just under 5 million people takes up the majority of the country of 710km2, leading to an extremely high population density of almost 7000 people per km2. It is located on a small island, which lies in one of the busiest waterways in the world which connects east Asia with south Asia, Africa and Europe. The city first started to grow to prominence under European rule because of it's high strategic importance and the city has continued to grow in stature since independence. The city has an extremely strong economy based it's business friendly policies leading to many international corporations having a base here. There is also a thriving high-tech manufacturing part to the economy, and the Port of Singapore is one of the world's busiest ports, particularly in the transhipment of goods. This thriving economy combined with lack of space for expansion leads to Singapore being the tenth most expensive city in the world to live.

สิงค์โปร์ : เกาะสิงค์โปร์ที่มีความหนาแน่นของประชากรเกือบ 7000 คน ต่อ ตร.กม เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแรง มีท่าเรือที่จอแจที่สุดในโลก ความจำกัดของพื้นที่ และหลายๆบริษัทยักษ์ใหญ่มาตั้งสำนักงานที่นี่... ทำให้ค่าครองชีพของสิงค์โปร์ที่สูงเป็นอันดับ 10 ของโลก





9. Geneva





Geneva is a city nestled between Lake Geneva and The Alps in Switzerland. Although most of the city is in Switzerland, due to the high cost of living in the city proper many people commute in from nearby France. Geneva is famous for being the location where the Geneva Conventions were signed, which govern the handling of prisoners of war. Geneva is also home to the headquarters of the International Committee of the Red Cross, and many United Nations departments are also based here. In addition to being a major city in humanitarian terms, Geneva is also the 6th most important financial centre in the world. All of these factors, along with the fantastic location alongside Lake Geneva and a policy to preserve the city, leads to it having the ninth highest cost of living worldwide. 

เจนีวา : เป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบเจนีวา ในประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์ และเป็นที่ตั้งขององค์กรสากลต่างๆของโลก และสำนักงานกาชาดสากลด้วย เจนีวายังเป็นศูนกลางการเงินที่มีความสำคัญอันดับที่ 6 ของโลกอีกด้วย จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้เมืองนี้มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก






7. Frankfurt





Frankfurt is joint seventh most expensive city to live in along with Helsinki. Frankfurt is a city in Germany, and is located on the Main River, which leads to it's full name Frankfurt am Main. When Germany was divided, it was located in west Germany, and so with berlin isolated became the economic powerhouse of west Germany, and upon re-unification it retained this position. It is the largest financial centre of mainland Europe, and both the European and German central banks are located here, as well as the Frankfurt stock exchange which is one of the biggest in the world. All of this wealth leads to Frankfurt being the joint seventh most expensive city in the world to live in.

แฟรงค์เฟิรท : แฟรงเฟริทตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมน ประเทศเยอรมัน แฟรงเฟริทเป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมันและยุโรป มีธนาคารต่างๆของยุโรปและของเยอรมันตั้งอยู่ที่นี่ นอกจากนั้นยังเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย.






7. Helsinki





In terms of the cost of living, Helsinki is joint seventh most expensive along with Frankfurt. Helsinki is the capital city of Finland, and is located in the far south of the country next to the Gulf of Finland. Despite being at the south of Finland, it is still a very northerly city and so can get very cold in the winter. Helsinki is the economic centre of the Finnish economy, and this partly explains the high cost of living. Helsinki has traditionally had a large shipbuilding industry and this continues to this day, although there are now also more hi-tech industries such as Nokia which is located just outside the city. Along with other Scandinavian countries, Finland has a relatively high tax rate, and this combined with the large amount of wealth generated is probably what results in Helsinki having the joint seventh highest cost of living in the world.

เฮลซิงกิ : ค่าครองชีพในเฮลซิงกิอยู่ประมาณเดียวกับเมืองแฟรงเฟริทในเยอรมัน.... เฮลซิงกิคือเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งอยู่ทางใต้ติดกับอ่าวฟินแลนด์ อากาศหนาว เฮลซิงกิเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ มีรายได้จาการที่ผลิตสินค้าไฮเทค เช่นโนเกีย และฟินแลนด์ก็เป็นประเทศที่จ่ายภาษีค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศสะแกนดิเนเวีย (นอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ค).







6. Zurich





Located in Switzerland, Zurich comes sixth on the list of most expensive cities in the world by living costs. Zurich is to Switzerland like New York is to the USA, it is the commercial capital of the country but not the political one. Zurich is home to many top educational institutions, and this helps ensure that the top minds in Switzerland and further afield come to live in Zurich, and it is likely that many of these will spend at least some of their working lives here. A large proportion of the Swiss economy is based on financial services, and many multinational companies such as UBS, Zurich Financial Services and Credit Suisse are based here. In addition, the population of Zurich is very diverse, and this potentially explains why many international companies, such as IBM, Google and Microsoft have facilities here. All of these factors mean that Zurich has a very strong economy, and this results in the 6th highest cost of living worldwide.

ซูริค : ตั้งอยู่ในประเทศสวิทต์เซอร์แลนด์ เป็นศูนย์กลางทางการค้าของประเทศ ซูริคยังเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาที่สำคัญๆ ทำให้ผู้คนเข้าอยู่ และใช้จ่ายที่เมืองนี้อย่างมากมาย บริษัทที่ให้บริการทางเศรษฐกิจของสวิทฯก็ตั้งอยู่ที่นี่มากมาย เช่น UBS, Zuri Finalcial Service เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบริษัทอย่างเช่น กูเกิ้ล ไมโครซอฟท์ ก็ตั้งอยู่ที่นี่ด้วย จึงทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้ค่อนข้างแข็งแร็งจึงมีผลทำให้ค่าครองชีพอยู่ที่อันดับ 6 ของโลก. 







5. Oslo




The city in the world with the fifth highest cost of living is the Norwegian capital city of Oslo. Oslo is Norway's biggest city, both economically and by population. Norway is one of the most developed countries in the world, with a large income from a variety of sources. These include the large offshore oil and gas reserves, maritime engineering and insurance and tourism. Norway has one of the highest average wages for a country in the world, and Oslo has an average even higher than this national average. Due to the high average wage, linked to the fact that many basic commodities such as many foodstuffs are imported, leads to an extremely high cost of living. This is further exaggerated by the very high Norwegian tax rate. Finally there is large public opposition to both the development of the city itself with high-rise buildings and the surrounding areas, resulting in space becoming at a premium. All of these factors combine to make Oslo the fifth most expensive city in the world in which to live. 

ออสโล : เป็นเมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของนอรเวย์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและจำนวนพลเมือง นอรเวย์เป็นประเทศที่มีรายได้มากมายจากน้ำมันในทะเลเหนือ นอรเวย์เป็นประเทศที่มีอัตราค่าจ้างสูงที่สุดของโลก และออสโลก็มีอัตราค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยของค่าจ้างทั้งประเทศด้วย ด้วยปัจจัยที่ออสโลได้นำเข้าสินค้าพวกอาหารจากต่างประเทศ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องนี้สูงตามไปด้วย 







4. Copenhagen





Copenhagen is the fourth most expensive city in the world in which to live. Like Helsinki and Oslo which also appear in the top 10 most expensive cities in terms of cost of living, it too is the capital city of a Scandinavian country. In Copenhagen's case the country is Denmark, and like both Oslo and Helsinki, it is not only the political capital city but the dominant city in the country economically and culturally as well. Copenhagen is the location for many international head and regional offices, such as Maersk which has head offices in Copenhagen and Microsoft, for which Copenhagen provides the regional headquarters. Recently Copenhagen, and Denmark as a whole has seen massive growth, both domestically and internationally. For example, the largest wind turbine manufacturer, Vestas, is a Danish company. All of these factors combined lead to Copenhagen having an extremely strong economy, with the corresponding high wages, which results in it being in fourth position on the list of most expensive cities in terms of cost of living. 

โคเปนเฮเก็น : เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก โคเป็เฮเก็นตั้งอยู่ในประเทศเด็นมาร์กในคาบสมุทรสะแกนดิเนเวีย เช่นเดียวกับ ออสโล และเฮลซิงกิ โคเป็นเฮเก็นไม่ใช่เป็นเฉพาะศูนกลางทางการเมืองของประเทศ แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอีกด้วย โคเป็นเฮเก็นยังเป็นที่ตั้งของบริษัทนาๆชาติของภูมิภาคนี้ เช่น Maersk และไมโครซอฟท์ ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตเครื่องยนต์เทอร์ไบน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ Vestas อีกด้วย ปัจจัยเหล่านนี้ส่งผลให้โคเป็นเฮเก็นมีเศรษฐกิจที่แข็งแรง และทำให้อัตราค่าจ้างสูงตามไปด้วย.







3. Paris 




Paris is the capital city of France, and comes in third on the list of most expensive cities in the world. The city of Paris is a rather compact area, although the metropolitan area is much larger and includes many satellite towns. The central area of Paris, and the area with which this cost of living list deals with, refers solely to the city of Paris. Paris is famous for tourism, and whilst this generates a large amount of money for the local economy, it does lead to demands for less development of the older parts of the city. As such this leads to less modern space for both commerce and residences than many other cities, and this pushes up the cost of living. Another factor in the high cost of living is the strong economy of the Paris region, and therefore high average wage. Major industries in Paris include the previously mentioned tourism, as well as finance and high-tech manufacturing. All of these factors combine to give the city of Paris the third highest cost of living worldwide.

ปารีส : เป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส ซึ่งมีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนใจกลางกรุงปารีสที่มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายจึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว และแน่นอนการใช้จ่ายที่มากมายก็ตามมาด้วย ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ปารีสมีค่าครองชีพที่สูง เช่นค่าจ้างแรงงานที่แพง การเงินการธนาคาร และการผลิตสินค้าไฮ-เทคเป็นต้น.







2. Osaka-Kobe





The second highest cost of living is for two linked cities in Japan - Osaka and Kobe. As with many Japanese cities, both of these have an extremely high population density, which leads to expensive housing and other costs. Both cities are very large with populations in excess of 1 million. In each city there are a number of different industries, with many large multinational companies having their headquarters in the respective cities. Examples of these include Mitsubishi, Mizuno, Panasonic, Sanyo and Sharp. There is also a relatively large financial industry in both cities, leading to high wages. The high cost of land, as well as high wages, combine to make the Osaka-Kobe region the second most expensive region in the world in which to live.

โอซาก้า-โกเบ : สองเมืองแฝดที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเหมือนกับเมืองในญี่ปุ่นทั่วๆไปคือมีความหนาแน่นของผู้คนอยู่อาศัยมาก ซึ่งเป็นเหตุให้ค่าที่พักอาศัยและอื่นๆแพงตามไปด้วย ทั้งสองเมืองเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัทใหญ่ๆมากมาย เช่น มิตซูบิชิ มิตซูโน่ พานาโซนิค ซันโย และชาร์ป และมีระบบการเงินการธนาคารอุตสาหกรรมที่ใหญ่อยู่ทั้ง 2 เมือง จึงส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานสูง เนื่องจากราคาที่ดินและอัตราค่าจ้างที่สูง จึงทำให้โอซาก้า-โกเบมีอัตราค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับสองของโลก.








1. Tokyo





The Japanese capital city of Tokyo comes first on the list of most expensive cities to live in. In addition to being the top of the list of cities with the highest living costs, it is also the centre of the world's largest metropolitan area by both population and economy. This is probably what makes it the most expensive city in the world in which to live. The Tokyo stock exchange is one of the world's largest, and is the largest one in Japan. Many international companies are based in Tokyo, and yet more have regional offices in the city which leads to a lot of highly paid jobs. In addition, the large size of the population leads to massive demand for space, and this is further exacerbated by the fact that Tokyo is surrounded by the Bay of Tokyo and a lot of steep hills and mountains. All of these factors combine to make Tokyo the most expensive city in the world in which to live. 

โตเกียว : เมืองที่มีอัตราค่าครองชีพที่สูงที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นเมืองที่มีประชากรและระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย ซึ่งทำให้อัตราค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ตลาดหลักทรัพย์ในโตเกียวก็เป็นแหล่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และในโลกอีกด้วย บริษัทนาๆชาติทั้งหลายของโลก และของภูมิภาคก็มีที่ตั้งในเมืองหลวงแห่งนี้ ทำให้อัตราค่าจ้างสูง เนื่องจากรอบโตเกียวเป็นอ่าวและภูเขาและขนาดประชากรที่มาก ความต้องการที่อยู่อาศัยมีมาก แต่มีพื้นที่จำกัด จึงทำให้โตเกียวมีค่าครองชีพที่สูงที่สุดในโลก.

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ใครเพิ่งรู้มั้ง :D


เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่า ทำไม บางทีในวันคริสต์มาสนั้น แทนที่จะเขียนว่า "Merry Christmas" แต่กลับเขียนว่า "Merry X'mas / Merry Xmas" มาวันนี้เรามีเฉลย

เป็นที่ทราบกันดีว่า "X'mas" นั้นมีความหมายถึง "Christmas" ซึ่งคำว่า "X'mas" นั้นถือว่าเป็นคำย่อของคำว่า คริสต์ ซึ่ง
คำว่า Christ นั้น ภาษากรีกใช้คำว่า Christmas และพยัญชนะ ch ของกรีกเท่ากับพยัญชนะ x ฉะนั้น xจึงกลายเป็นคำย่อของ Christ โดยเฉพาะ

ซึ่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เขียนว่า "Christmas" กันตามปกติ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็เริ่มมีการนำเอาคำว่า "X'mas" มาใช้แทน ซึ่งจากหลักฐานปรากฎว่า การใช้ "X"
เป็นคำย่อแทนคำว่า "Christ"นั้นปรากฎครั้งแรกไม่เกิน .ศ. 1100 และคำว่า "X'mas" ปรากฎขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1551

จะว่าไปคำว่า "X'mas" ถือได้ว่าเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่าไหร่นัก สำหรับชาวต่างชาติบางคนที่เคร่งครัดการใช้ภาษาจริง ๆ อาจจะไม่ใช้คำนี้กัน แต่สำหรับวันรุ่นทั่ว ๆ ไปนั้นอาจจะนิยมเขียนกันมากกว่า

ถ้าจะให้เปรียบกับภาษาไทยแล้ว เราว่าน่าจะคล้ายกับคำว่า อย่างไร ซึ่งเป็นคำที่ใช้มากในภาษาเขียน แต่สำหรับเด็ก ๆ ทั่วไปหรือคนทั่ว ๆ ไปมักจะใช้คำว่า ยังไง มากกว่านั่นเอง

เอาล่ะ ยังไงก็รู้ที่มาที่ไปของคำคำนี้กันไปแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าจะใช้คำว่า "X'mas" หรือคำว่า "Christmas" ก็แล้วแต่ยังไงก็ถือว่าใช้ได้เหมือน ๆ กันนะ

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology of LAN)
  • เครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
  • จะทำงานเหมือนกับรถบัสโดยสารประจำทางคอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งๆ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในเครือข่ายแบบบัส จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลายคอยควบคุมจัดการ ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับช่องสื่อสารเส้นเดียวกัน อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในเครือข่ายสามารถสื่อสารส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ถึงกันได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลาง ถ้ามีบางข่าวสารชนกัน อุปกรณ์ตัวนั้นจะหยุดชั่วขณะแล้วพยายามส่งใหม่
    ข้อดี คือ สามารถจัดการได้ทั้งเครือข่ายแบบ client/server และแบบ peer-to-peer
    ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
  • เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
  • คือ ไมโครโปรเซสเซอร์ทุกเครื่องจะสื่อสารกันถายในเครือข่ายผ่านสายสัญญาณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งวิ่งไป รอบวงแหวนจนกระทั่งไปถึงยังเครื่องปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง โดยมีโทเคนซึ่งเป็นบิต แบบมีแบบแผนจะวิ่งไปรอบๆ วงแหวนทำหน้าที่พิจารณาว่าเครื่องใดในเครือข่ายจะ เป็นผู้ส่งสารสนเทศ
    ข้อดี ข่าวสารจะเคลื่อนที่เป็นลำดับไปในทิศทางเดียว ขจัดปัญหาการชนกันของสัญญาณ
    ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้
  • เครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
  • คือ จะมีไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องศูนย์กลางแม่ข่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ที่เหลือและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ทั้งหมดจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายโดยมีฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์คอยจัดการรับส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งๆไปสู่เครื่องอื่นๆ สายสื่อสารจะเชื่อมต่อจากไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ฮับแยกไปแต่ละเครื่อง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งผ่านฮับไปยังเครื่องปลายทาง ฮับจะคอยตรวจสอบลำดับการจราจรที่วิ่งไปมาในเครือข่าย
    ข้อดี ฮับจะทำหน้าที่คอยปกป้องการชนกันของข่าวสาร เมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆทั้งระบบ
    ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ
  • เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology)
  • คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

  • เครือข่ายแบบFDDI (FDDI Topology)
  • คือ เครือข่ายความเร็วสูงรุ่นใหม่ Fiber Distributed Data Interface การเชื่อมต่อจะมีความเร็วประมาณ 100-200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่าย FDDI จะใช้สายใยแก้วนำแสงโดยแปลงจาก โทโปโลยีแบบวงแหวน เพียงแต่มีวงแหวน 2 วง นิยมใช้สำหรับงานด้านที่ต้องการเทคโนโลยีสูง เช่น วีดิทัศน์แบบดิจิทัล , กราฟิกความละเอียดสูง
    ข้อดี ความเร็วสูง มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีวงแหวน 2 วง ถ้าวงใดวงหนึ่งเสียหาย การสื่อสารยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในวงแหวนที่เหลือ
    ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากใช้ใยแก้วนำแสง, อุปกรณ์และการจัดการเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงกว่าโทโปโลยีอื่นๆ

    โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก


    ที่มาและความสำคัญ
                เนื่องจากเมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นอาหารพื้นเมือง ประจำจังหวัดตาก เราจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยการ หาสูตรการทำเต้าเจี้ยว และ เมี่ยงเต้าเจี้ยว และหาความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว เพื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ให้แก่คณะผู้ศึกษาและผู้อื่น

    วัตถุประสงค์
              1.เพื่อหาความเป็นกรด-เบสของเต้าเจี้ยว
                2.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเต้าเจี้ยว
                3.เพื่อศึกษาและค้นคว้าสูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก

    ประโยชน์ที่คาดว่าน่าจะได้รับ
                    1.ทำให้เราได้รู้ความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
    2.ทำให้เรารู้สูตรการทำเต้าเจี้ยว
    3.ทำให้เรารู้สูตรการทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก
    สมมติฐานงานวิจัย
                1.ในการหมักเต้าเจี้ยวค่า pH จะลดลงวันละ 1

    ขอบเขตงานวิจัย
                พื้นที่ศึกษา   โรงเรียนตากพิทยาคม
    ช่วงเวลาที่ทำงานวิจัย  13 – 21 ธันวาคม 2555
    ตัวแปรที่ต้องศึกษา
                    ตัวแปรต้น            -ระยะเวลาในการหมักเต้าเจี้ยว
                    ตัวแปรตาม          -ความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยว
                    ตัวแปรควบคุม    -ระยะเวลาในการหมัก-ทดสอบ เต้าเจี้ยว
    สิ่งที่ต้องการตรวจวัด
                ความเป็นกรด – เบส ของเต้าเจี้ยว โดยใช้กระดาษอินดิเคเตอร์ตรวจ
    วัสดุและอุปกรณ์          1.ถั่วเหลือง                                             2.แป้งสาลี
                                        3.หม้อ,เตาแก๊ส                                        4.กระด้ง
                                        5.ไห                                                      6.ผ้าขาวบาง
                                        7.เครื่องตรวจสอบค่า pH                            8.น้ำเกลือ
    วิธีการทดลอง
                1.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวโดย ศึกษาจากอินเตอร์เน็ท และสอบถามจากผู้รู้
                2.นำถั่วเหลืองมาต้มในน้ำร้อนประมาณ 3-4 ชม. แล้วนำไปผึ่งให้เย็น
                3.นำแป้งสาลีไปคั่วไฟ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ
                4.นำเชื้อรา แป้งสาลี ถั่วเหลือง มาคั่วให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่กระด้ง แล้วเอาผ้าขาวบางมาปิด หมักนาน 3-4 วัน
                5.เมื่อหมักเสร็จแล้วให้นำไปหมักไว้ในไหต่อ แล้วเติมน้ำเกลือลงไปพอท่วมถั่วเหลือง หมักประมาณ 45 วัน
                6.นำเต้าเจี้ยวที่ได้ไป ทดสอบความเป็นกรด-เบส โดยใช้เครื่องตรวจค่า pH วัดวันละ 1 ครั้ง
                7.ศึกษาสูตรการทำเต้าเจี้ยวเมืองตาก
    แผนการดำเนินงาน
    วัน เดือน / ปี
    ลำดับขั้นตอน

             13 ธันวาคม 2555
    เริ่มศึกษาหัวข้อที่ได้รับจากครูประจำวิชา
         14-15 ธันวาคม 2555
    ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียด และรวบรวมข้อมูลทั้งหมด
             16 ธันวาคม 2555
    วางแผนปฏิบัติงาน

         17-20 ธันวาคม 2555
    ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงาน
    -ทดลองและบันทึกผล
    -จัดทำรูปเล่มรายงาน
             21 ธันวาคม 2555
    รวบรวม และ ตรวจสอบโครงงาน


    รูปเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่ได้ทำ







    สิ่งที่ได้รับจากการสืบค้น
    1.เราได้ทราบวิธีการผลิตเต้าเจี้ยว และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากแล้ว
    ผลค่า pH ของเต้าเจี้ยวในการหมักแต่ละวัน

    ครั้งที่
    ค่าความเป็นกรด – เบส
    1
    5
    2
    4
    3
    5
     
    ผลที่ได้จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


    สรุปผลและข้อเสนอแนะ
    สรุป
              การวิจัยนี้ทำให้เรารู้จักกับทำเต้าเจี้ยว และ สูตรเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก และทำให้เรารู้ว่า ค่าความเป็น กรด-เบส ของเต้าเจี้ยวนั้น เป็นกรด แต่มีค่าไม่แน่นอน
    ปัญหาในการจัดทำโครงงาน
                ในการทำเต้าเจี้ยวและตรวจค่า pH นั้นใช้งบประมาณเยอะมาก
    ข้อเสนอแนะ
    1.ค่า pH ของเต้าเจี้ยวนั้นควรหาค่าที่แน่นอนให้ได้